ซอฟต์แวร์และปัญหาที่เกิดขึ้นกับการใช้งาน Windows

 ซอฟต์แวร์ (Sofeware) หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ใข้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ เพื่อให้ทำงานตามคำสั่งของผู้ใช้ โดยทั่วไปโปรแกรม หรือชุดคำสั่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ซอฟต์แวร์  ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software ) หมายถึง ชุดคำสั่งที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ระบบ แบ่งออกเป็น 1. ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ทั้งหมดภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะทำหน้าที่ดูแลและจัดการให้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งอยู่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการดอส , วินโดว์ , ลีนุกซ์ , max os x , google andiod ซอฟต์แวร์ระบบlinux  2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utilities Program) เป็นโปรแกรมที่ข่วยเสริมการทำงานของคอมพิวเตอร์ หรือช่วยโปรแกรมใช้งานอื่นๆ ให้มีความสามารถใช้งานสะดวกได้และรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการข้อมูล (file manager) โปรแกรมที่ใช้ในการสำรองและเรียกคืนข้อมูล (system restore) โปรแกรมที่ใช้ในการบีบอัดแฟ้มข้อมูล (file compression) และโปรแกรมที่ใช้ในการจัดการพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ (disk defragmenter) ซอฟต์แวร์ 3. โปรแกรมขับอุปกรณ์ หรือดีไวซ์ไดร์ฟเวอร์ (device driver) เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการติดตั้งระบบเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อ หรือใช้งานอุปกรณ์ต่างๆได้ driver 4. โปรแกรมแปลภาษา คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลภาษาที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงให้เป็นรหัสที่อยู่ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ เช่น ตัวแปรภาษาจาวา , ตัวแปลภาษาซี software ระบบปฏิบัติการ (OS : Operating System) Windows มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับงาน  จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ปัญหาที่เกิดกับการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Windows คือ ปัญหาที่ระบบปฏิบัติการ Windows หยุดทำงานและวิธีแก้ไขปัญหา  รวมถึงโปรแกรมสำหรับป้องกันและวิเคราะห์ปัญหา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1. บอกปัญหาที่เกิดกับการใช้งาน Windows ได้ 2. วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาที่เกิดกับการใช้งาน Windows ได้ 3. แก้ปัญหาที่เกิดกับการใช้งาน Windows ได้ 4. ติดตั้งและใช้งานโปรแกรมสำหรับการป้องกันปัญหาที่เกิดกับการใช้งาน Windows ได้line1 ในการใช้งาน Windows ถึงแม้จะมีระบบที่เสถียรภาพค่อนข้างสูง มีการจัดสรรทรัพยากรค่อนข้างดี  แต่ก็ยังมีปัญหาในการใช้งาน  ซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากโปรแกรมบางตัวที่ใช้งานร่วมกับ Windows ไม่สมบูรณ์ ปัญหาทางด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ หรือปัญหาที่เกิดจากผู้ใช้เอง ซึ่งเนื้อหาจะเป็นการรวบรวมปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในการใช้งาน Windows พร้อมทั้งวิธีแก้ปัญหาที่ผู้ใช้สามารถแก้ไขได้ทันที

ปัญหาที่ทำให้ Windows หยุดทำงาน

ปัญหาที่เกิดจากการใช้โปรแกรมรุ่นเก่า ปัญหาที่เกิดจากการใช้โปรแกรมที่ชำรุด ปัญหาของการสะสมของไฟล์ชั่วคราว(Temp File) Temp files ที่เป็นไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Windows   หรือโปรแกรมต่าง ๆ ไม่ได้เกิดจากผู้ใช้  เมื่อเราใช้เครื่องของเราไปสักระยะหนึ่ง จะกินพื้นที่ฮาร์ดดิส ของเราไป  และในบางกรณีจะใช้พื้นที่มากเกินความจำเป็น ทำให้เราต้องหาทางจัดการล้างไฟล์เหล่านั้นทิ้ง การทำงานของ Temp File Windows จัดการปัญหาด้านหน่วยความจำ โดยย้ายข้อมูลบางส่วนในหน่วยความจำที่กำลังเต็มไปไว้ในฮาร์ดดิสเป็นการชั่วคราว  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้เป็นไฟล์ข้อมูลชั่วคราวที่มีชื่อว่า “Temp File” ซึ่งจะถูกลบโดยอัตโนมัติเมื่อ Windows ไม่ต้องการใช้ อย่างไรก็ตาม หากโปรแกรมที่เราใช้ทำงานผิดพลาด หรือWindows เกิดความผิดพลาด การลบ Temp File โดยอัตโนมัติ อาจไม่เกิดขึ้น ทำให้ Temp File ที่ไม่ใช้แล้วเกิดสะสมในฮาร์ดดิส วิธีเข้าไปลบ ให้ไปที่ Start > เลือกช่อง run >พิมพ์ %temp% แล้วกด Enter temp

วิธีแก้ไขปัญหาการสะสมของไฟล์ชั่วคราว คือ ผู้ใช้ควรหมั่นตรวจสอบ และลบ Temp File ในฮาร์ดดิส ซึ่งWindows จะเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Temp  ภายใต้โฟลเดอร์ Windows  เราสามารถลบ Temp File นี้ได้ แต่อาจมีบาง Temp File ที่ Windows ยังใช้อยู่  วิธีที่ดีกว่าคือ ให้ใช้โปรแกรม Disk Cleanup มากำจัดไฟล์ขยะเหล่านี้
ขั้นตอนการทำ Disk Cleanup
1. คลิกปุ่ม Start เลือก Programs > Accessories > System Tools > Disk Cleanup
2. เลือก Drives ที่ต้องการลบไฟล์ 1 3. คลิก OK โปรแกรมจะแสดงประเภท และจำนวนของ file ขยะที่สามารถลบได้

tem 4. คลิกเครื่องหมายถูกในช่องประเภทของ file ที่ต้องการลบ
5. คลิก OK เพื่อยืนยันการลบ

รายละเอียดแต่ละไฟล์
– Downloaded Program File : ไฟล์ข้อมูลที่โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต
– Temporary Internet Files : ไฟล์ชั่วคราวที่อยูู่ในส่วนที่เป็นแคช ที่เก็บข้อมูลชั่วคราวของ Internet Explorer
– Offline Webpages : ไฟล์ที่บันทึกไว้เพื่อชมเวลาไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
– Hibernation File Cleaner : ไฟล์ที่เก็บสถานะเครื่องไว้ เมื่อเราปิดเครื่องเข้าสู่สถานะ Hibernate
– Recycle bin : ไฟล์ที่เราสั่งลบแต่ข้อมูลยังอยู่ใน Recycle bin
– Setup log File : ไฟล์รายงานการติดตั้งของ Windows และโปรแกรมต่างๆ ที่ระบบบันทึกไว้
– Temporary  Files : ไฟล์ชั่วคราวนามสกุล .tmp ที่ Windows สร้างใช้พักข้อมูล
– Thumbnails : ไฟล์ชั่วคราวที่ระบบสร้างขึ้นเพื่อแสดงภาพขนาดเล็ก
– Windows Error Reports : ไฟล์ข้อมูลที่ Windows ทำการบันทึกเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน โดยแยกเป็นของผู้ใช้ และของระบบ ปัญหาที่เกิดจากข้อผิดพลาดใน Windows ผู้ใช้ Windows
อาจยังพบข้อผิดพลาดในการทำงาน และจุดบกพร่องในโปรแกรม ทางไมโครซอฟต์จะออกโปรแกรมสำหรับติดตั้งแก้ไขข้อบกพร่อง และเพิ่มเติมในส่วนใหม่ให้กับ Windows ที่มีชื่อเรียกว่า “Patch” ซึ่งเราสามารถติดตั้งในเครื่องของเรา วิธีหา Patch ที่ง่ายที่สุดนั้นทำได้โดยใช้ “Windows Update” ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ของบริษัทไมโครซอฟท์โดยตรง นอกจาก Pacth  เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องใน Windows ทางไมโครซอฟท์จะออก Windows รุ่นที่มีการแก้ไขข้อบกพร่องและเพิ่มคุณสมบัติใหม่เข้าไป เพราะหากมีตัวแก้ไข Windows ออกมา หรือที่เรียกกันว่า “Service Pack” เราควรหามาติดตั้งไว้เป็นดีที่สุด เพราะจะช่วยให้การทำงานของเราราบรื่น และพบปัญหาน้อยที่สุด service_pack_3 อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทำงานผิดพลาด บางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Windows อาจถึงขั้นที่ไม่สามารถเข้าสู่ Windows ได้เลย ปัญหาแนวนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ หรือโปรแกรมที่สนับสนุนการทำงานของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เรียกกันว่า ” ไดรเวอร์ “ ผิดพลาด เช่น เราติดตั้งไดรเวอร์สำหรับระบบแสดงผลตัวใหม่ที่ใช้ไม่ได้กับรุ่นที่เราใช้อยู่  หลังจากการติดตั้ง Windows จะรีสตาร์ทเพื่อนำค่าที่กำหนดใหม่มาใช้ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาทันที เช่น เกิดการแฮงค์ของเครื่องขึ้นมาเฉยๆ ปัญหาที่เกิดจากไวรัสคอมพิวเตอร์

      ไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในการใช้งาน Windows และปัจจุบันนั้นไวรัสได้พัฒนาตัวเองขึ้นมามาก  สามารถเพร่กระจายจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะแพร่กระจายผ่าน Flash Drive , แผ่นซีดีรอม , ระบบเน็ตเวิร์ค หรืออินเทอร์เน็ตก็ตาม

    ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer virus) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ไวรัส คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พยายามเข้าไปอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจาก ผู้ใช้  แพร่พันธุ์โดยการเกาะติดกับโปรแกรมใช้งาน เช่น โปรแกรม Word และติดกับไฟล์ข้อมูล จนถึงขั้นแฝงตัวเข้าไปใน Windows ไวรัสคอมพิวเตอร์ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง  แต่เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นโดยนักคอมพิวเตอร์ที่ต้องการเล่นสนุกหรือจงใจสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้อื่นๆ   โดยลักษณะของไวรัสทุกตัว คือการเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำของเครื่อง พยายามแพร่พันธุ์ทาง Flash Drive หรือผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์กรและอินเทอร์เน็ต
     ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันมีไวรัสเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ละชนิดจะมีลักษณะแตกต่างกันไป บางชนิดอาจสร้างความปั่นป่วนเพียงเล็กน้อย แต่บางชนิดอาจทำลายไฟล์ข้อมูลในเครื่อง ไปจนถึงทำฝห้ Windows ใช้งานไม่ได้เลย  เราสามารถแยกประเภทของไวรัสได้ดังนี้
1. ไวรัสที่ซ่อนตัวใน Boot sector Boot sector
เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลระบบ ต้องอ่านทุกครั้งเมื่อเรียกใช้ Windows ถ้ามีไวรัสเกาะอยู่ใน Boot sector  ไวรัสจะถูกเรียกใช้งานพร้อมกับ Windows และจะเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำ  หลังจากไวรัสเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำ เมื่อใดมีการโอนย้ายข้อมูลรูปแบบใดก็ตาม คอมพิวเตอร์ที่นำข้อมูลจากเครื่องเราไปใช้จะติดไวรัสทันที
2. ไวรัสที่เกาะติดกับไฟล์ข้อมูล หรือโปรแกรม 
ไวรัสจะแพร่พันธุ์โดยเกาะติดกับข้อมูล หรือโปรแกรมที่มีนามสกุล .com และ .exe ( บางชนิดจะติดไฟล์ .sys , .drv , .bin และ .ovl ) เมื่อเราเรียกใช้ข้อมูลหรือโปรแกรมนั้น  ไวรัสจะเริ่มทำงานและเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำ หลังจากเมื่อมีการเรียกใช้ไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมอื่น ไฟล์เหล่านั้นจะติดไวรัสทันที
     3. ไวรัสที่เป็นมาโคร ไวรัสประเภทนี้ เป็นมาโครที่ทำงานกับโปรแกรม Word หรือ Excel ซึ่งกำลังสร้างปัญหาเป็นอย่างมาก  เพราะเมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์หันมาโอนถ่ายข้อมูลผ่านเครือข่ายในองค์กร และอินเทอร์เน็ต ( แนบไปกับอีเมล์ ) มากขึ้นเท่าใด ไวรัสประเภทนี้ก็ยิ่งแพร่กระจายได้รวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้นเท่านั้น
     4. ม้าโทรจัน ม้าโทรจัน ( Trojan House ) เป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลสำคัญในเครื่องของเรา  เช่น รหัสผ่าน  และส่งข้อมูลนี้ทางเมล์ หรือสั่งการเครื่องเราให้ทำบางอย่าง เช่น แสดงข้อความไม่เหมาะสม หรือลบข้อมูลบนดิสก์  มักติดจากโปรแกรมที่ดาวน์โหลดมากอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเป็นโปรแกรมที่แจกฟรี  เป็นต้น
5. เวอร์ม ( Worm )
เป็นโปรแกรมที่สามารถแพร่กระจายได้เหมือนไวรัส  แต่จะพยายามกระจายไปเครื่องที่เชื่อมต่อกันผ่านเครือข่าย แทนที่จะกระจายอยู่เครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นหลัก เหมือนไวรัสทั่วไป  ดังนั้นเวอร์มจะแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า ไวรัสคอมพิวเตอร์

อาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัส
1. เครื่องทำงานช้าลงจนเห็นได้ชัด
2. โปรแกรมใช้เวลาโหลดนานผิดปกติ
3. โปรแกรมที่ใช้เกิดทำงานไม่ได้ และแจ้งว่ามีข้อผิดพลาด
4. ดิสก์ไดรว์ทำงานทั้งๆที่ไม่ได้สั่งให้อ่านหรือเขียนข้อมูล
5. มีข้อความแปลกๆ ปรากฏบนหน้าจอ
6. แป้นพิมพ์ใช้งานผิดปกติ
7. พบไฟล์ชื่อแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบนฮาร์ดดิส
8. ขนาดของไฟล์โปรแกรม หรือข้อมูลเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เส้นกั้น

การแก้ไขปัญหา

การแก้ไขปัญหาจากการใช้โปรแกรมรุ่นเก่า

   Windows 7 ได้เตรียมเครื่องมือ Program Compatibility สำหรับทำงานร่วมกับ Windows xp ซึ่งโปรแกรมรุ่นเก่าไม่สามารถ run บน Windows 7 ได้

ขั้นตอนการเปลี่ยนโหมด 0111.คลิ๊กขวาที่ icon ของโปรแกรม
2.คลิ๊ก แท็บ Compatibility
3.ในช่อง Compatibility mode เช็คถูกหน้าข้อความ Run this program in  Compatibility mode for
4.จากนั้นเลือกโหลด Windows ที่เคยใช้งานได้ดี
5.คลิ๊ก OK การแก้ไขปัญหาเครื่องแฮงค์จากการใช้โปรแกรมที่ชำรุด อาการเครื่องแฮงค์นั้นถือเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย  ซึ่งถ้ากรณีที่เครื่องแฮงค์จากการใช้งานโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง เราสามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ โดยสิ่งที่ควรทำก่อนคือ สั่งให้  Windows ทำการปิดโปรแกรมที่เสียหายนั้นก่อน โดยการกดคีย์ <Ctrl>+<Alt>+<Del> จากนั้นเลือก Task Manager เพื่อเปิดหน้าต่างนี้ขึ้นมา 016

การแก้ไขปัญหาจากข้อผิดพลาดของ Windows

           การพัฒนาโปรแกรมใดๆ จะมีความผิดพลาด หรือไม่สมบูรณ์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ทางบริษัทไมโครซอฟต์ได้พยายามแก้ไข โดยบริการให้ผู้ใช้ Windows สามารถทำการอัพเดทปรับปรุงข้อผิดพลาดของ Windows ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยใช้ Windows update ดังนี้

017     คลิ๊ก Start > Control Panal > System and Security > เลือก Windows Update > Check for update

การแก้ไขปัญหาจากฮาร์ดแวร์ทำงานผิดพลาดใน Windows Xp
ปัญหาฮาร์ดแวร์ทำงานผิดพลาดนั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับไดรเวอร์ที่ผิดพลาด วิธีแก้ปัญหาก็คือ เข้า Safe mode แล้วทำการ ลบไดรเวอร์ที่ผิดพลาดออก แล้วทำการติดตั้งไดรเวอร์ตัวใหม่
019 020
วิธีการเข้าสู่ Safe mode
1. เมื่อเปิดเครื่อง หรือรีบูตเครื่อง ให้กดปุ่ม F8
2. เลือก Safe mode
3. กด Yes
4. เมื่อเข้าสู่ Safe mode ซึ่งจะเป็นขั้นพื้นฐานที่สุดของ Windows ซึ่งจะไม่ใช้ไดรเวอร์ที่เราติดตั้งผิด จึงไม่เกิดการแฮงค์ ซึ่งเราสามารถเข้าไปแก้ไข ย้อนกลับ หรือลบไดรเวอร์ออกได้
5. ในหน้าต่าง System Properties ให้คลิ๊กแท็บ Hardware > Device manager
6. ที่หน้าต่าง Device manager ให้เราเลือกตัวที่จะลบ โดยคลิ๊กขวา > Properties
7. หน้าต่างการปรับแต่งไดรเวอร์ของฮาร์ดแวรืที่เราเลือก โดยมีตัวเลือกดังนี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: